ไขมันดีและไขมันไม่ดีคืออะไร แตกต่างกันอย่างไร

ปัจจุบันคนเราใส่ใจกับสุขภาพร่างกายของตัวเองทำให้คนหันมาดูแลตัวเองมากยิ่งขึ้น หลายคนจึงศึกษาเรื่องของโภชนาการ และคงเคยได้ยินมาบ้าง ถึงเรื่องของ ไขมันดี และไขมันที่ไม่ดี และบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับไขมันทั้งสองชนิดนี้

ไขมันไม่ดี(LDL : Low Density Lipoprotein)  คือ ไขมันที่ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว ไขมันชนิดนี้ทำหน้าที่ลำเลียงคอเลสเตอรอลจากตับไปยังกระแสเลือด ซึ่งถ้าคอเลสเตอรอลเหล่านี้เข้าสู่กระแสเลือด ก็จะไปสะสมอยู่ตามผนังของหลอดเลือดทำให้หลอดเลือดแข็งเกิดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดตีบตัน นานเข้าๆก็จะส่งผลต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์อัมพาต ไตวาย เป็นต้น

แหล่งกำเนิดของไขมันไม่ดี

ไขมันไม่ดีมักมาในอาหารที่สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มได้แก่

  1. อาหารประเภทไขมันอิ่มตัว เช่น ไขมันจากสัตว์ ยกเว้นปลา รวมไปถึง นม เนย ชีส ไอศกรีม เค้ก คุกกี้ น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าวฯลฯ
  2. อาหารที่ทำมาจากไขมันทรานส์ เช่น เนยเทียม ครีมเทียม ขนมกรุบกรอบ มาการีน  เบเกอรี่ฯลฯ

 

ไขมันดี (HDL : High Density Lipoprotein) คือ  ไขมันที่มีความหนาแน่นสูงดีต่อหลอดเลือดแดงเพราะป้องกันไม่ให้คอเลาเตอรอล ไตรกรีเซอไรด์และไขมันไม่ดี เข้าไปสะสมในหลอดเลือดแดง หากเราขาดไขมันดีในกระแสเลือด ก็จะทำให้มีความเสี่ยงเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดและโรคหัวใจได้

 

แหล่งกำเนิดของไขมันดี

ไขมันดีมีอยู่ในอาหารจำนวนไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่มักพบได้ในอาหารจำพวก

  1. น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ -มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูง ช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี ช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
  2. ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอน ปลาแมคคอเรล ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า
  3. อะโวคาโด้ –เป็นผลไม้ที่มีไขมันดีสูง ให้พลังงานสูงแต่น้ำตาลต่ำเหมาะสำหรับคนรักสุขภาพ
  4. หอมหัวใหญ่ –ช่วยเพิ่มไขมันดี ลดระดับคอเลสเตอรอลที่สะสมอยู่ในผนังเลือด แถมยังช่วยให้เลือดไม่แข้งตัว ไม่อุดตัน
  5. เมล็ดอัลมอนด์ –ช่วยเพิ่มระดับไขมันดีลดระดับใขมันไม่ดีในร่างกาย
  6. น้ำมันเมล็ดองุ่น –มีส่วนช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัย บำรุงผิว ลดการเกิดริ้วรอย

 

ไขมันดีนั้นดีต่อสุขภาพร่างกายเป็นอย่างมาก ดังนั้นเราจะสามารถเพิ่มไขมันดีเข้าสู่ร่างกายได้โดย

  1. ออกกำลังกาย ที่มีการใช้แรงปานกลาง เหงื่อออก แต่ไม่หนักหรือไม่เบาจนเกินไปและออกต่อเนื่องกัน 10 นาทีขึ้นไป อย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที
  2. ควบคุมอาหาร คู่กับการออกกำลังกายจะเพิ่มประสิทธิภาพการเผาผลาญ
  3. งดสูบบุหรี่ เพราะบุหรีส่งผลให้ไขมันดีในร่างกายลดลง
  4. เพิ่มอาหารที่มีกากใยสูง เช่นข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต เมล็ดพืช ธัญพืชต่างๆ
  5. เพิ่มไขมันโอเมก้า 3 เช่น ถั่ว เนื้อปลา ไขมันปลาโดยเฉพาะปลาทะเล
  6. หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ เช่น เนยเทียม มาการีน ครีมเทียม ขนมกรุบกรอบ เบเกอรี่ต่างๆ

 

การเลือกรับประทานไขมันดีกับไขมันไม่ดีนั้น ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายโดยรวมของเรา การจะมีรูปร่างและสุขภาพดีนั้น 80 %  มาจากอาหารที่เรากินเข้าไป อีก20 % คือการออกกำลังกาย กฎนี้ยังสามารถใช้ได้กับการลดน้ำหนักได้อีกด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *